รวมมิตรกฎหมาย

อิสระแห่งความคิด ติดอาวุธทางปัญญา รักษาความเป็นธรรม

Ruammitra Law

" รวมมิตรกฎหมาย" ได้จัดทำ "หนังสือทำมือ" ขนาดพ๊อกเก็ตบุ๊ก 2 เล่ม คือ
"สาระกฎหมายน่ารู้"
และ "เล่าสู่กันฟัง"

เป็นหนังสือที่มีคุณค่าเหมาะแก่การเรียนรู้ด้วยตนเอง เก็บสะสม
หรือนำไปมอบเป็นของขวัญแก่บุคคลใดๆ ในวาระสำคัญต่างๆ ได้เป็นอย่างด
 (รายละเอียดการสั่งซื้อ)

สาระกฎหมายใกล้ตัว
 

หนังสือรับสภาพหนี้ กับ อายุความ

ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้ ลูกหนี้ต่างดิ้นรนอย่างหน้าดำคร่ำเครียดกลุ้มใจว่าจะมีปัญญาหาเงินไปใช้หนี้ยังไง หรือบางคนอาจมองหาวิธีการชักดาบไม่ชำระหนี้ไปเลย ส่วนเจ้าหนี้เองก็ทำทุกทางที่จะเรียกเอาเงินคืนจากลูกหนี้ให้ได้ ใช้น้ำร้อนก็แล้ว (ขู่สารพัดวิธี) ใช้น้ำเย็นก็แล้ว (ทั้งปลอบทั้งหลอกล่อ) ยังไม่ค่อยจะได้ผล

โดยปกติแล้ว เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ยอมชำระหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องร้องลูกหนี้ได้ภายในอายุความที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะมีอายุความแตกต่างกันไปตามประเภทของหนี้แต่ละชนิด แต่ถ้าจู่ๆ เจ้าหนี้มาขอให้ลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ละก้อ ลูกหนี้ต้องฉุกใจคิด สักหน่อยนะครับ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ อาจเป็นเพราะว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแก่เจ้าหนี้แล้ว เช่น เผลอปล่อยให้คดีขาดอายุความฟ้องร้องไปเสียแล้ว หรือไม่ก็เอกสารหลักฐานการเป็นหนี้สูญหายไป ฯลฯ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ ลูกหนี้ก็ได้เฮกันล่ะครับ หากถูกฟ้องก็สู้คดีได้ ไม่ต้องใช้หนี้

ดังนั้น ลูกหนี้ควรจะมาทำความเข้าใจเรื่อง "การทำหนังสือรับสภาพหนี้" กันไว้บ้าง ถ้าเจ้าหนี้ให้ลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ ก็ต้องตั้งข้อสังเกตทันทีว่า "ทำไม" แล้วตรวจสอบทันทีว่าหนี้ของเราจะขาดอายุความเมื่อใด หรือขาดอายุความไปหรือยัง เพราะการทำหนังสือรับสภาพหนี้ในระหว่างอายุความ กับทำเมื่อพ้นอายุความไปแล้ว มีผลในทางกฎหมายแตกต่างกันมากนัก

ตามกฎหมายแล้ว การรับสภาพหนี้มีได้เฉพาะภายในอายุความ หมายความว่าจะต้องทำกันก่อนที่จะขาดอายุความ ซึ่งมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

เหตุที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงมีได้หลายกรณี เช่น ลูกหนี้รับสภาพหนี้โดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ หรือลูกหนี้ยอมชำระหนี้ให้บางส่วน หรือชำระดอกเบี้ย หรือให้ประกัน หรือเจ้าหนี้ฟ้องคดีต่อลูกหนี้เพื่อให้ชำระหนี้ ฯลฯ การที่อายุความสะดุดหยุดลงมีผลว่าระยะเวลาที่ผ่านมาแล้วนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ซึ่งเป็นผลดีแก่เจ้าหนี้ และเมื่อมีเหตุที่ทำให้การหยุดเดินของอายุความสิ้นสุดลงไป เช่น การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อีก ไม่จ่ายดอกเบี้ยตามปกติ หรือที่เรียกว่าผิดนัดชำระหนี้นั่นแหละ กฎหมายให้เริ่มนับอายุความใหม่เท่ากับอายุความเดิมตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป

1. การทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือชำระหนี้บางส่วนก่อนคดีขาดอายุความ มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่เท่าอายุความเดิม และการรับสภาพหนี้มีผลผูกพันถึงสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระทั้งหมด คือ ลูกหนี้ยังค้างหนี้อยู่อีกเท่าใด ก็ยังจะต้องรับผิดชอบอีกเท่านั้น

การชำระหนี้บางส่วนก่อนคดีขาดอายุความ ขอยกตัวอย่างที่ลูกหนี้มักเจอกันบ่อยๆ คือ กรณีหนี้บัตรเครดิตธนาคาร เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่จ่ายค่าหนี้บัตรเครดิต ธนาคารจะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องคดีภายใน 2 ปี นับตั้งแต่ลูกหนี้ใช้บัตรครั้งสุดท้ายหรือชำระหนี้ครั้งสุดท้าย หากพ้นกำหนด 2 ปีแล้วธนาคารยังไม่ฟ้อง ตามกฎหมายคดีย่อมจะขาดอายุความ แต่ลูกหนี้บัตรเครดิตที่ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้บัตรเครดิตนั้นมีมากนับล้านๆ รายทีเดียว ส่วนใหญ่แล้วธนาคารมักจะไม่อยากฟ้องร้อง จึงใช้วิธีการทวงหนี้แบบเบาๆ ไปจนถึงแบบหยาบคาย ดังที่เป็นข่าวกันอยู่บ่อยๆ บางรายถูกทวงหนี้แบบประจานบ่อยๆ ก็ยอมขวนขวายหาเงินมาผ่อนจ่ายให้ ทีนี้พอธนาคารเห็นว่าใกล้จะครบกำหนดอายุความแล้ว ลูกหนี้คนไหนที่ไม่เคยจ่ายเลยหรือไม่ได้จ่ายมานานแล้ว ธนาคารจะเกลี้ยกล่อมอ้อนวอนให้ลูกหนี้รายนั้นยอมจ่ายสักนิดก็ยังดี 500 บาทก็เอา หากลูกหนี้คนไหนเคลิ้มตาม ด้วยเห็นว่าเป็นเงินเพียงเล็กน้อยจึงยอมจ่ายให้ไป 500 บาท นั่นเท่ากับอายุความ 2 ปี ที่ใกล้จะครบแล้ว กลับจะยืดออกไปนับตั้งแต่วันที่ชำระครั้งสุดท้ายนั้น ธนาคารเลยยังมีเวลาทวงหนี้กันอีกนานเลย

2. กรณีชำระหนี้บางส่วนหรือรับสภาพหนี้หลังจากคดีขาดอายุความ ยังแยกออกเป็นกรณี

ถ้าชำระหนี้บางส่วนหลังจากคดีขาดอายุความ ทั้งๆที่ไม่ควรจะจ่ายเลย หนี้ที่ชำระไปแล้วนั้นไม่ว่าจะมากจะน้อยเพียงใดลูกหนี้จะเรียกคืนไม่ได้ แต่หนี้ส่วนที่ยังไม่ได้ชำระ ลูกหนี้ก็ยังต่อสู้อ้างว่าขาดอายุความแล้วเพื่อปฏิเสธการชำระหนี้ได้ (แตกต่างกับชำระหนี้บางส่วนก่อนคดีขาดอายุความนะครับ เพราะนั่นทำให้หนี้ทั้งหมดอยู่ในอายุความต่อไป )

ถ้ารับสภาพหนี้เป็นหนังสือหรือให้ประกัน ภายหลังหนี้ขาดอายุความ อันที่จริงน่าจะถือว่าเป็น "การรับสภาพความผิด" มากกว่า เพราะเท่ากับว่าลูกหนี้สละประโยชน์เรื่องอายุความแล้ว ลูกหนี้ก็ต้องรับผิดชอบตามหนังสือรับสภาพความผิดนั้น โดยกฎหมายกำหนดให้มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความผิดหรือให้ประกัน (กรณีนี้กฎหมายกำหนดอายุความไว้ชัดเจนว่า 2 ปี จึงไม่ใช่ถือตามอายุความเดิมดังเช่นกรณีอายุความสะดุดหยุดลง เพราะนั่นเป็นการทำหนังสือรับสภาพหนี้ก่อนขาดอายุความ)

การทำหนังสือรับสภาพหนี้ภายหลังที่หนี้ขาดอายุความแล้ว ไม่มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เพราะเมื่อหนี้นั้นขาดอายุความเสียแล้วจึงไม่อาจจะสะดุดหยุดลงได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ถือว่าเป็นการที่ลูกหนี้สละประโยชน์แห่งอายุความได้ ส่วนการให้ประกันหลังจากหนี้ขาดอายุความนั้น ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและอาจให้ประกันด้วยทรัพย์หรือบุคคลก็ได้

ทีนี้ ลูกหนี้คงจะเข้าใจความแตกต่างของการทำหนังสือรับสภาพหนี้ก่อนคดีขาดอายุความ กับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ (ที่จริงต้องเรียกว่า "รับสภาพความผิด" ) หลังจากขาดอายุความแล้วนะครับ ที่สำคัญลูกหนี้จะต้องศึกษาให้ทราบก่อนว่า หนี้ของตนเองมีอายุความกี่ปี ครบกำหนดที่จะต้องถูกฟ้องเมื่อใด จากนั้นลูกหนี้คงจะตัดสินใจเลือกได้ว่าควรหรือไม่ควรจะเซ็นต์ชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาให้ลงชื่อนะครับ

เรียบเรียงโดย : คุณพิทยา เมื่อ ลำยอง 10 ต.ค 2548

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

หากต้องการคัดลอกบทความ กรุณาติดต่อ Ruammitra@Yahoo.com

: Webmaster :



Free web hostingWeb hosting