รวมมิตรกฎหมาย

อิสระแห่งความคิด ติดอาวุธทางปัญญา รักษาความเป็นธรรม

Ruammitra Law

" รวมมิตรกฎหมาย" ได้จัดทำ "หนังสือทำมือ" ขนาดพ๊อกเก็ตบุ๊ก 2 เล่ม คือ
"สาระกฎหมายน่ารู้"
และ "เล่าสู่กันฟัง"

เป็นหนังสือที่มีคุณค่าเหมาะแก่การเรียนรู้ด้วยตนเอง เก็บสะสม
หรือนำไปมอบเป็นของขวัญแก่บุคคลใดๆ ในวาระสำคัญต่างๆ ได้เป็นอย่างด
 (รายละเอียดการสั่งซื้อ)

สาระกฎหมายใกล้ตัว
 

ของป่าและไม้หวงห้าม... ครอบครองไว้ผิดกฎหมาย

ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่มีงานอดิเรกชื่นชอบในการเลี้ยงต้นไม้ หรือของป่าที่สวยงาม ฯลฯ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ บ้างก็นำมาอวดกัน บ้างก็แขวนโชว์ไว้หน้าบ้าน ส่วนทางด้านผู้ขายก็มีการเข้าไปขุดเอาตอไม้ที่ตายแล้ว หรือไม่ก็เข้าไปขุดเอาต้นไม้ที่มีขนาดพอเหมาะ และกล้วยไม้ป่านานาชนิดมาขายกันเกร่อในตลาดขายต้นไม้ แต่ทั้งผู้นำมาขายและผู้ซื้อบางคนอาจไม่รู้ว่าการมีต้นไม้บางชนิด หรือของป่าบางชนิดไว้ในครอบครองนั้น มีความผิดตาม พระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ 2484 นะครับ และเนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับมานานแล้ว จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมปรับปรุงกันมาหลายครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย ทำให้มีเนื้อหาสาระและความยาวมาก คงไม่สามารถนำมาเสนอได้ทั้งหมด จึงได้หยิบยกเอามาแต่เรื่องที่เห็นว่าคนทั่วไปควรจะรู้ไว้บ้าง คือเฉพาะเรื่อง "ไม้หวงห้าม" และเรื่อง "ของป่าหวงห้าม"

การทำไม้หวงห้าม ไม้หวงห้าม และของป่าหวงห้าม มิใช่ว่าใครๆก็สามารถจะตัด ฟัน โค่น ฯลฯ ต้นไม้ทุกชนิดได้ตามอำเภอใจ มิเช่นนั้น ป่าไม้เมืองไทยของเราคงจะหมดสิ้นไปแล้ว

นิยามคำว่า "ทำไม้ " หมายความว่า ตัด ฟัน กาน โค่น ลิด เลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด ชักลากไม้ในป่า หรือนำไม้ออกจากป่าด้วยประการใด ๆ และ หมายความรวมถึงการกระทำดังกล่าวกับไม้สักหรือไม้ยางที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มิใช่ป่า หรือการนำไม้สักหรือไม้ยางออกจากที่ดินที่ไม้นั้นๆ ขึ้นอยู่ด้วย

ดังนั้น ใครจะทำไม้ไม่ว่าจะโดยการตัด ฟัน เลื่อย ผ่า ชักลาก นำออกจากป่า หรือเจาะ หรือสับ หรือเผา หรือทำ อันตรายด้วยประการใดๆแก่ไม้หวงห้าม ซึ่งรวมถึงไม้สักหรือไม้ยางที่ขึ้นในที่ดินของเจ้าของด้วย จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับสัมปทานตามกฎหมายป่าไม้ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงด้วย

ส่วนไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้าม ประชาชนสามารถตัดไม้และแปรรูปไม้ได้ แต่กฎหมายก็ยังควบคุมการนำไม้ดังกล่าวเข้าเขตด่านป่าไม้ โดยหากใครนำไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้ามผ่านเข้าเขตด่านป่าไม้ ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนะครับ ถ้ามีหลายด่านก็ให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพียงด่านแรกเท่านั้น เว้นแต่ท่านจะนำไปเพื่อใช้สอยส่วนตัว มิใช่เพื่อการค้า ภายในเขตท้องที่จังหวัดนั้น เช่น ไม้ยางพารา ไม้มะม่วง ไม้สน ไม้ทุเรียน ต้นหมาก ต้นมะพร้าว เป็นต้น

ส่วนเราจะสามารถทราบได้อย่างไรว่าไม้ชนิดไหนเป็นไม้หวงห้าม และชนิดไหนเป็นไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้าม กฎหมายป่าไม้ได้กำหนดไว้ว่า ไม้สักและไม้ยางทั่วไปในราชอาณาจักรไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะขึ้นในป่า หรือขึ้นอยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง เช่น ที่ดินที่มีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ถือว่าเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ทั้งสิ้น

เจ้าของที่ดินที่มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายจะตัดไม้ในที่ดินของตนเองได้ทุกชนิดโดยไม่ต้องขออนุญาต ยกเว้นไม้สัก ไม้ยาง เพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่ต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะกฎหมายป่าไม้ พ.ศ 2484 กำหนดไว้ว่า "ไม้สัก ไม้ยาง ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดก็เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. " ส่วนไม้ชนิดอื่นที่มีชื่ออยู่ในบัญชีไม้หวงห้าม จะเป็นไม้หวงห้ามเฉพาะไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าเท่านั้น ถ้าขึ้นอยู่ในที่ดินที่บุคคลมีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่เป็นไม้หวงห้าม การตัดฟันไม้(ที่มิใช่ไม้สักไม้ยาง) ในที่ดินของตนเองจึงไม่ต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

ไม้หวงห้าม มี 2 ประเภท คือ

  • ไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา ได้แก่ ไม้ซึ่งการทำไม้ไม่ว่าจะตัด ฟัน จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือได้รับสัมปทานตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ไม้หวงห้ามประเภท ก. มีจำนวนกว่า 158 ชนิด ยกตัวอย่างเช่น ไม้สัก ไม้ยาง ยางกราด ยางพลวง ยางนา ยางพาย ยางแดง ยางมันหมู ยางเสียน ไม้มะค่าโมง ประดู่ ชิงชัน เต็งหรือแงะ รังหรือเปา เหียง … ฯลฯ
  • ม้หวงห้ามประเภท ข. ไม้หวงห้ามพิเศษ ได้แก่ ไม้หายากหรือไม้ที่ควรสงวนไว้ ซึ่งจะไม่มีการอนุญาตให้ทำไม้ เว้นแต่รัฐมนตรีจะได้อนุญาตในกรณีพิเศษ ไม้หวงห้ามประเภท ข. มีอยู่ 13 ชนิด ยกตัวอย่างเช่น กระเบา กำยาน จันทร์หอม จันทร์ขาว ตีนเป็ดแดง รัง ตูมกา … ฯลฯ

รายชื่อไม้หวงห้ามเท่าที่พอจะรวบรวมได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น กระบก หมากบก มะมื่น หลักกาย กระบาก บาก ตะบาก เกว้า ขว้าว กาว กว้าว ขาว โกงกาง พังกา โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ เขลง หมากเค็ง หยี นางดำ แคหิน แคฝอย แคหวาย แคก้อง ชิงชัน เก็ดแดง อีเม็ง ชุมแพรก เสียดช่อ หงอนไก่ ซ้อ ช้องแมว รำม้า สันปลาช่อน แดง สะกรอม ตะคร้อ เคาะ มะโจ้ก มะเคาะ ตะคร้ำ ค้ำ หวีด ตะเคียนทราย ซวย ไข่เขียว ชัน ตะเคียน ตะเคียนหนู เหว เบน ตะแบกเปลือกหนา ตะแบกเปลือกบาง เปื๋อย เรียบ เสลา ตีนนก สมอนน สวอง ตีนเป็ด พญาสัตบรรณ สัตตบรรณ เต็ง แงะ รัง เปา จิก ฮัง นนทรี อะราง กระถินแดง ประดู่ ดู่ พลวง ตึง ยางพลวง เหียง กราด พะยอม ยอม ขะยอม พะยอมแดง มะค่าแต้ มะค่าหนาม มะค่าโมง มะค่าใหญ่ มะค่าดง ยมหิน มะยมหิน สะเดาช้าง ไม้ยาง ยางกราด ยางพลวง ยางนา ยางพาย ยางแดง ยางมันหมู ยางเสียน รัก ฮัก รักใหญ่ เลียงมัน เลียง สัก หว้า มะห้า แดงควน แดงเขา อินทนิล สนทะเล สนสองใบ สนสามใบ , พญามะขามป้อมดง ,ขุนไม้ ,พญาไม้หรือซางจิง , แปกลม , มะขามป้อมดง , สามพันปี , กฤษณาหรือกระลำพัก หอม หรือสบ หรือกะตุก กระเบาใหญ่ มะพอก หรือทะลอก หรือมะมื่อ …ฯลฯ

ส่วนไม้ชนิดอื่นไนป่าจะเป็นไม้หวงห้ามประเภทใดหรือไม่นั้น ค้นคว้าดูได้จากบัญชีไม้หวงห้ามท้ายพระราชกฤษฏีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 (ซึ่งบัญชีนี้หายากมาก…) ว่ามีชื่อไม้ชนิดนั้นอยู่ในบัญชีก็เป็นไม้หวงห้าม หรืออาจสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเขตท้องที่ที่อยู่ก็ได้นะครับ ว่าไม้ชนิดใดเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ เพียงใด

ของป่าหวงห้าม คำว่า "ของป่า" ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 หมายความว่า บรรดาของที่เกิดหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ คือ

1. ไม้ รวมทั้งส่วนต่าง ๆ ของไม้ ถ่านไม้ น้ำมันไม้ ยางไม้ ตลอดจนสิ่งอื่น ๆ ที่เกิดจากไม้
2. พืชต่างๆ ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่เกิดจากพืชนั้น
3. รังนก ครั่ง รวงผึ้ง น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง และมูลค้างคาว
4. หินที่ไม่ใช่แร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ และหมายความรวมถึงถ่านไม้ที่บุคคลทำขึ้นด้วย

สาระสำคัญที่จะเป็นของป่าตามกฎหมายป่าไม้นั้น จะต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริง 2 ประการ คือ

1 จะต้องเป็นของที่เกิดหรือมีขึ้นในป่า
2 จะต้องเป็นของที่เกิดหรือมีขึ้นตามธรรมชาติ ยกเว้นถ่านไม้ไม่ว่าจะเป็นถ่านที่บุคคลทำขึ้น หรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติก็จะเป็นของป่าทั้งสิ้น แต่จะต้องเกิดหรือมีขึ้นในป่า

ของป่าข้างต้นหากจะห้ามไม่ให้เก็บตามกฎหมายป่าไม้ หรือจะกำหนดให้ของป่าอย่างใดในท้องที่ใดจะให้เป็นของป่าหวงห้าม จะต้องมีพระราชกฤษฎีกาประกาศว่าเป็นของป่าหวงห้าม

ในกรณีที่เป็นของป่าหวงห้าม การเก็บหาของป่าจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน ซึ่งการขออนุญาตจะต้องยื่นแบบฟอร์มตามที่กฎหมายกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตนั้น และเมื่อได้รับอนุญาตก็สามารถเก็บหาของป่าได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด พูดง่ายๆ ก็คือ การเก็บหาของป่าหวงห้าม หรือทำอันตรายต่อของป่าหวงห้ามในป่าจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่และต้องเสียค่าภาคหลวง และใครจะทำการการค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าของป่าหวงห้ามทุกจำนวนจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน

การมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองเพื่อใช้สอยในครัวเรือนของตนเอง ถ้ามีไม่เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ก็ไม่ต้องขอรับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด เช่น มีกล้วยไม้ป่าทุกชนิดไม่เกิน 20 ต้น ,ชิ้นไม้กฤษณาไม่เกินครึ่งกิโลกรัม ,น้ำมันยางไม่เกิน 20 ลิตร ,ใบลานไม่เกิน 100 ใบ ,เปลือกบง เปลือกอบเชย ยางรัก ยางสน หวายทุกชนิดไม่เกิน 10 กิโลกรัม และถ่านไม้ทุกชนิดไม่เกิน 130 กิโลกรัม ฯลฯ

ของป่าหวงห้ามตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ.2530 มีหลายรายการ แต่เท่าที่รวบรวมมาได้เพียงบางส่วน ยกตัวอย่างเช่น กล้วยไม้ป่าทุกชนิด ,จันทน์แดง ,จันทน์ผา , ชันทุกชนิด , ชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณา , ชิ้นไม้จันทน์หอม , ฝาง , ถ่านไม้ทุกชนิด ,น้ำมันยาง , ใบลาน , เปลือกไม้ชนิดต่างๆ เช่น เปลือกไม้ก่อ ก่อ หรือมะก่อทุกชนิด เคี่ยม บง หรือยางบง หรือปง หรือมง ไม้พยอม หรือยอม หรือขะยอม หรือพยอมดง หรือกายูตีบ , ไม้กัดลิ้น หรือขี้อาย หรือมะเฟืองป่า หรือแก้วสาร หรือลำไยป่า หรือพญาไก่เถื่อน หรือไม้สีเสียด , เปลือกอบเชย ไม้อบเชย หรือฮังแกง หรือฮังไก๊ หรือเขียด หรือกะเขียด หรือมหาปราบ , เทพทาโร , กระเช้าสีดา , ยางขนุนนก , ยางเยลูตง , ยางรัก , ยางสน , รากเฟิร์น , ออสมันดา , ลำต้นและรากเฟิร์น , ต้นหวายทุกชนิด , หมีไม้โปรง หรือแสม หรือโหรง หรือกายูตืองา , ไม้โกงกาง หรือพังกา หรือลาน หรือไม้ฝาดหรือตำเสาหนู หรือเม่งทะเล หรือกายูคละ , ไม้ตะเคียนทอง หรือตะเคียนใหญ่ หรือเคียน หรือแคน , ต้นตะเคียนตาแมง , อง , ไม้มะหาด หรือหาด หรือหาดส้าน หรือกายูตาแป , ต้นยาง , ต้นสน , ใบลาน , ต้นรัก , ต้นขนุนนก , หวายตะกร้าทอง … ฯลฯ

ส่วนของป่าชนิดใดจะเป็นของป่าหวงห้ามและชนิดใดเป็นของป่าไม่หวงห้าม ต้องดูบัญชีของป่าหวงห้ามท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ.2530 ว่ามีของป่าชนิดใดบ้างที่ได้กำหนดเป็นของป่าหวงห้าม หรืออาจสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ท้องที่ว่าของป่าชนิดใดบ้างที่เป็นของป่าหวงห้าม

หมายเหตการค้นคว้าหาบัญชีรายชื่อ"ไม้หวงห้าม" และบัญชีรายชื่อ"ของป่าหวงห้าม" ยังไม่สามารถรวบรวมได้อย่างสมบูรณ์ หากผู้เขียนมีเวลารวบรวมได้อย่างครบถ้วนเมื่อใดแล้ว จะนำมาปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์อีกทีหนึ่ง

เมื่อท่านได้ทำความเข้าใจว่าไม้ชนิดใดเป็นไม้หวงห้าม และของป่าชนิดใดเป็นของป่าหวงห้ามตามกฎหมายแล้ว ควรจะต้องทราบด้วยว่าการกระทำที่เป็นความผิดนั้น จะมบทกำหนดโทษ อย่างไรบ้าง (เลือกนำมาเสนอเฉพาะบทลงโทษของเรื่องไม้หวงห้าม และของป่าหวงห้ามเท่านั้นนะครับ)

1. ครอบครองไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่เสียค่าภาคหลวงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าครอบครองไม้สัก ไม้ยาง หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือไม้อื่นเกิน 20 ต้นหรือท่อน หรือปริมาตรไม้เกิน 4 ลูกบาศก์เมตร โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 200,000 บาท

2. โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิด

  • เก็บหาของป่าหวงห้าม หรือทำอันตรายของป่าหวงห้ามในป่าโดยมิได้รับอนุญาต
  • ค้าหรือมีไว้ในครอบครองของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดโดยมิได้รับอนุญาต
  • นำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทาง
  • นำไม้สักที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ และพ้นจากสภาพสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้มาแล้วกว่า 5 ปี เคลื่อนย้ายออกนอกเขตจังหวัดที่ตั้งเดิมโดยมิได้รับอนุญาต
  • นำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่เข้าเขตด่านป่าไม้ มิได้แสดงใบเบิกทางกำกับไม้หรือของป่าภายในกำหนด 5 วัน

3. นำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ผ่านด่านป่าไม้ระหว่างเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น โดยมิได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. ผู้รับอนุญาตครอบครองไม้ที่มิได้รับอนุญาต ถ้าไม้ในครอบครองเป็นไม้สัก ไม้ยาง หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือไม้อื่นรวมกันเกิน 5 ต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้ที่ครอบครองเกิน 1 ลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปริมาตรไม้เกิน 1 ลูกบาศก์เมตร โทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และ ปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 100,000 บาท

5. โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิด

  • ทำไม้ เจาะ สับ เผา หรือทำอันตรายไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ตัด โค่นต้นยวนผึ้งหรือต้นไม้ที่ผึ้งจับทำรังอยู่ หรือทำอันตรายแก่ต้นไม้โดยไม่จำเป็นในการเก็บหารวงผึ้ง ในท้องที่ที่กำหนดรวงผึ้งเป็นของป่าหวงห้าม
  • ถ้ากระทำผิดเกี่ยวกับไม้สัก ไม้ยาง หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือไม้อื่นรวมกันเกิน 20 ต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกิน 4 ลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 200,000 บาท

6. ค้า มีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้หวงห้ามที่มีชนิด ขนาด ปริมาณเกินกฎหมายกำหนดภายในเขตควบคุม โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท

7. โทษริบเสียทั้งหมด สำหรับ

  • ไม้และของป่าอันได้มาหรือมีไว้เนื่องจากการกระทำความผิด และสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ และสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้หวงห้ามที่มีไว้เนื่องจากการค้าหรือครอบครองเพื่อการค้าที่มีชนิดไม้ ขนาด ปริมาณเกินกำหนด
  • เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลซึ่งใช้ในการทำไม้ เจาะ สับ เผา หรือทำอันตรายไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม้สักแปรรูป ไม้แปรรูปอื่นที่ได้จากการแปรรูปภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยมิได้รับอนุญาต ไม้หวงห้ามที่ยังมิได้แปรรูปที่ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง

เมื่ออ่านเรื่องนี้จบลงแล้ว คงจะได้ทราบแล้วนะครับว่า "ไม้หวงห้าม และ ของป่าหวงห้าม" คือสิ่งใดบ้าง และการครอบครองอย่างผิดกฎหมายจะมีโทษอย่างไรบ้าง ลองเดินออกไปสำรวจตรวจตรารอบๆ บ้านดูนะครับ ว่ามีต้นไม้หรือของป่าสวยงามใดบ้างที่แขวนโชว์ไว้ ถ้าเผื่อว่าเจ้าหน้าที่ผ่านมาพบเข้า หรือเพื่อนบ้านหมั่นไส้แอบโทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจจับ จะนำความเดือดร้อนมาสู่เจ้าของได้นะครับ

เรียบเรียงโดย : คุณพิทยา ลำยอง 14 ก.ย 2548

กลับหน้าหลัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

หากต้องการคัดลอกบทความ กรุณาติดต่อ Ruammitra@Yahoo.com

: Webmaster :



Free web hostingWeb hosting