"เงิน" บางประเภทของลูกหนี้ที่แพ้คดี....
เจ้าหนี้จะยึดอายัดไม่ได้
บันทึก
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 ได้มีการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง
(ฉบับที่ 22 ) พ.ศ 2548 ในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ใช้บังคับอยู่แล้ว
ให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันยิ่งขึ้น และเป็นผลดีต่อลูกหนี้พอสมควร
แต่เป็นการแก้ไขเฉพาะจำนวนเงินที่จะช่วยให้ลูกหนี้พอจะหายใจออกได้บ้าง
จึงได้นำข้อความและจำนวนเงินที่แก้ไขใหม่มาปรับปรุงในเนื้อหาเดิมที่ท่านจะได้อ่านข้างท้ายนี้แล้ว
พิทยา 18/ส.ค/2548
เมื่อลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องต่อศาล
และศาลได้มีคำพิพากษาให้แพ้คดีและให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
เราเรียกลูกหนี้นั้นว่า "ลูกหนี้ตามคำพิพากษา"
ซึ่งหากลูกหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีก
เจ้าหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ทำการบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัดเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาขายทอดตลาด
เพื่อนำเงินที่ได้มาใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต่อไป
แต่การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดีโดยทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้มาขายทอดตลาดนั้น
มิใช่ว่าเจ้าหนี้จะสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เสียทุกอย่าง
มิฉะนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็คงจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อีกต่อไป
กฎหมายจึงได้มีบทบัญญัติข้อยกเว้นที่ให้ความคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษา
โดยคำนึงถึงในแง่ความจำเป็นในการที่จะเลี้ยงดูชีวิตอยู่ได้ตามสมควรแก่ฐานะ
ในการที่เจ้าหนี้จะบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น
กฎหมายได้กำหนดให้สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา(สิทธิเรียกร้องที่มีต่อคนภายนอก)ดังต่อไปนี้
ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ขอเน้นว่าเฉพาะสิทธิเรียกร้องที่เป็น
"เงิน" เท่านั้นที่ได้รับการยกเว้น
1.เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้
และเงินรายได้เป็นคราวๆที่คนภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพเป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละ
10,000 บาท หรือตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร
2.เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ
เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่
หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น
3.เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้
เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง
หรือคนงานนอกจากที่กล่าวไว้ในข้อ 2 ที่นายจ้างจ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้นหรือคู่สมรส
หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละ
10,000 บาทหรือตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร
4.เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่น
เป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่ศาลเห็นสมควร
ในการกำหนดจำนวนเงินตามข้อ 1 และข้อ
3 ให้ศาลกำหนดให้ไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น
และไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น
โดยคำนึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและจำนวนบุพการี
(พ่อ แม่ ) และผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน ) ซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย
นี่เป็นข้อยกเว้นที่กฎหมายตราไว้ โดยให้ยกเว้นเฉพาะสิทธิเรียกร้องที่เป็น
"เงิน" ทั้ง
4 ข้อข้างต้นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อเป็นการคุ้มครองลูกหนี้ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
แต่ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงินที่นอกเหนือไปจาก 4 ข้อ ที่กล่าวแล้ว
หรือเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างอื่นที่มิใช่เงิน เช่น สิทธิเรียกร้องให้โอน
ให้ส่งมอบ ฯลฯ ฝ่ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็สามารถบังคับคดีโดยการขออายัดได้ตามปกติ
ดังนั้น เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาเช่นนี้แล้ว
ลูกหนี้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน
เจ้าหนี้จะไม่สามารถอายัดเงินเดือนได้อีกต่อไป
หากลูกหนี้รายใดที่ถูกอายัดเงินเดือนอยู่ก่อนวันที่
28 กรกฎาคม 2548 และเข้าข่ายได้รับความคุ้มครองนี้ สามารถแจ้งไปที่กรมบังคับคดีได้เลย
โดย
- ลูกหนี้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง
10,000 บาท จะได้รับการถอนอายัด ไม่ถูกยึดเงินเดือนไว้ชำระหนี้อีก
- ลูกหนี้รายใดถ้าหลังจากถูกอายัดแล้ว
มีเงินเดือนเหลือไว้ใช้จ่ายไม่ถึง 10,000 บาท จะได้ลดการอายัดให้มีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า
10,000 บาท
เรียบเรียงโดย : คุณพิทยา ลำยอง 18 ส.ค 2548
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กลับหน้าหลัก
|