สคบ. กับ สัญญาเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์
สัญญากู้ยืมเงินที่เป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ธนาคารทำขึ้นฝ่ายเดียวนั้น
จะมีข้อสัญญาที่เอาเปรียบและไม่เป็นธรรมต่อผู้กู้หลายประการ เช่น
ยอมให้ธนาคารปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นโดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้า
หรือให้ธนาคารมีสิทธิเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวไปยังผู้กู้
ฯลฯ
ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จึงได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
พ.ศ 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ 2544 เป็นต้นไป
สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
กิจกรรมที่ควบคุม ผู้บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามประกาศฉบับนี้ต้องไม่ใช่นิติบุคคล
และได้กู้ยืมเงินจากเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจให้กู้ยืมเงิน
และกู้ยืมเงินไปใช้สอยตามวัตถุประสงค์ของผู้บริโภค ซึ่งมิใช่เป็นการนำไปใช้ในการประกอบกิจการเพื่อหารายได้
เช่น กู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำเงินที่กู้ยืมไปซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย
ซึ่งเป็นการนำไปใช้สอยตามวัตถุประสงค์ของผู้บริโภค มิใช่เป็นการนำไปใช้ในการประกอบกิจการเพื่อหารายได้
ดังนี้ ผู้ให้กู้ต้องใช้สัญญากู้ยืมเงินที่ข้อความถูกต้องตามประกาศที่คณะกรรมการกำหนดด้วย
ข้อกำหนดและรูปแบบสัญญาต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่อ่านได้ชัดเจน
มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไขตามที่ประกาศฉบับนี้กำหนด
การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ
ข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใดๆที่เพิ่มขึ้น
(ไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย MLR ,MOR ,MRR ) กรณีปกติ
ต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบเป็นหนังสือล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า
30 วัน กรณีเร่งด่วน ต้องแจ้งทางจดหมายหรือประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
7 วัน และให้แจ้งเป็นหนังสือซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
การจำกัดความรับผิด
1.ห้ามใช้ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดจากการผิดสัญญาของผู้ให้กู้
2.ห้ามใช้ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ให้กู้บอกเลิกสัญญากับผู้กู้
หรือเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนกำหนดเวลาในสัญญากู้
โดยผู้กู้มิได้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาหรือผิดเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญข้อใดข้อหนึ่งในสัญญา
3.ห้ามใช้สัญญาที่ให้สิทธิผู้ให้กู้เลิกสัญญากับผู้กู้โดยไม่ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้กู้
4.ห้ามใช้ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการต่างๆ
เกี่ยวกับสัญญา เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใดๆเพิ่มขึ้น
สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้ให้กู้
การผิดสัญญาของผู้กู้ที่ผู้ให้กู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญา
ต้องเป็นเหตุที่ระบุในสัญญาเป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดง หรือสีดำ
หรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความอื่น และก่อนที่ผู้ให้กู้จะบอกเลิกสัญญา
ผู้ให้กู้ต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้กู้ให้แก้ไขการผิดสัญญาหรือการผิดเงื่อนไข
โดยกำหนดระยะเวลาอันสมควร
การจำหน่ายสิทธิ ,การโอนสิทธิเรียกร้อง
,สิทธิจำนำ ,สิทธิจำนอง ,สิทธิในหลักประกัน ผู้ให้กู้จะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
1 งวดของการชำระเงินกู้ ,ดอกเบี้ย ,งวดของการคิดดอกเบี้ย หรือต้องได้รับความยินยอมจากผู้กู้
เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดว่าไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหรือได้รับความยินยอม
เงินที่ได้รับตามกรมธรรม์ประกันภัย
,กรมธรรม์ประกันชีวิต กรณีที่กำหนดให้ผู้กู้ต้องทำสัญญาประกันและกำหนดให้ผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์
เมื่อผู้ให้กู้ได้รับเงินตามกรมธรรม์แล้ว จะต้องนำเงินที่ได้รับไปใช้เพื่อการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันก่อน
หรือต้องนำเงินที่ได้รับไปจัดหาทรัพย์สินอื่นทดแทนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน
หรือต้องนำเงินที่ได้รับไปหักหนี้ที่ค้าชำระของผู้กู้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น
และเงินส่วนที่คงเหลือต้องคืนให้แก่ผู้กู้
การคิดเบี้ยปรับ และค่าธรรมเนียม
เมื่อผู้กู้ชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนครบกำหนดในสัญญา
ผู้ให้กู้จะคิดเบี้ยปรับได้จะต้องมีการกำหนดไว้ให้ชัดเจนในสัญญาว่าจะคิดค่าเบี้ยปรับ
,ค่าธรรมเนียมในอัตราเท่าใดจากเงินจำนวนใด
คำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกัน
สัญญากู้ยืมเงินที่กำหนดให้ผู้กู้จัดหาผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน
ให้ผู้ให้กู้จัดให้มีการทำสัญญาค้ำประกันซึ่งมีคำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกันไว้หน้าสัญญาค้ำประกันนั้น
โดยมีข้อความเป็นภาษาไทยที่ชัดเจน และต้องมีหัวข้อเรื่อง "คำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกัน"
ตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 4 มิลลิเมตร และอย่างน้อยต้องมีข้อความขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่า
2 มิลลิเมตร ว่า
1.ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอย่างจำกัดไม่เกินวงเงินตามที่กำหนดในสัญญากู้ยืมเงิน
2.จะต้องรับผิดต่อผู้ให้กู้ภายในวงเงินที่ผู้กู้ค้างชำระแก่ผู้ให้กู้ตามสัญญากู้ยืมเงิน
และอาจต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยหรือค่าสินไหมทดแทนอื่นๆอีกด้วย
3.จะต้องรับผิดในวงเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินและเงินกู้เพิ่มเติมที่จะมีขึ้นต่อไป
4.ต้องรับผิดร่วมกับผู้กู้
5.เมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกร้อง และบังคับให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ทั้งหมดที่ผู้กู้ค้างชำระ
โดยผู้ให้ กู้ไม่จำต้องเรียกร้องหรือบังคับเอาจากผู้กู้ก่อน
6.เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่จำกัดเวลาที่ผู้ค้ำฯ
ไม่สามารถยกเลิกเพิกถอนได้
7.ไม่หลุดพ้นจากความรับผิด แม้ผู้ให้กู้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้กู้
การส่งมอบสำเนา/คู่ฉบับสัญญา
ผู้ให้กู้ต้องส่งมอบสำเนาสัญญากู้ยืม / คู่ฉบับสัญญา
ให้แก่ผู้กู้ไว้เป็นหลักฐาน 1 ฉบับ ทันทีที่ผู้กู้ลงนามในสัญญากู้ยืมเงิน
อนึ่ง หากผู้ให้กู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศฉบับนี้
ต้องมีความผิดตามที่กฎหมายกำหนด และกฎหมายยังได้กำหนดมาตรการอีกว่า
1. เมื่อคณะกรรมการกำหนดให้ใช้ข้อสัญญาใด
ถ้าปรากฏว่าไม่ใช้ข้อสัญญานั้น ดังนี้
ให้ถือว่าใช้ข้อสัญญาดังกล่าวแล้ว
2. เมื่อคณะกรรมการประกาศกำหนดไม่ให้ใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
ถ้าปรากฏว่ามีการใช้ข้อสัญญานั้น ดังนี้ ให้ถือว่าไม่มีข้อสัญญานั้น
นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ 2544
เป็นต้นไป ท่านจะต้องตรวจสอบข้อความในสัญญาที่จะทำว่ามีข้อความตามประกาศครบถ้วนหรือไม่
หากพบว่าไม่เป็นไปตามประกาศให้ทักท้วงและแจ้งข้อมูลให้ สคบ.ทราบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ประกอบธุรกิจต่อไป
เรียบเรียงโดย คุณพิทยา ลำยอง
กลับหน้าหลัก
|