ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ชายหญิงที่อยู่กินกันโดยไม่ได้แต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย
พอมีลูกออกมาก็ไม่ได้ให้พ่อเด็กไปจดทะเบียนรับรองบุตรเสียให้ถูกต้อง
เมื่อถึงคราวเลิกร้างกันไปปัญหาก็เกิดขึ้นตามมา ว่าใครจะต้องรับภาระจ่ายเงินค่ากินอยู่
ค่าเล่าเรียนของเด็ก ที่เรียกกันว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร"
นั่นเอง
กฎหมายกำหนดไว้ว่า บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่ยังเป็นผู้เยาว์
แต่เมื่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับพ่อ ลูกที่เกิดมาจึงยังไม่เป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อ
ดังนั้น การจะฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากพ่อนั้น จะต้องทำให้ลูกที่เกิดขึ้นมามีฐานะเป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อเสียก่อน
ซึ่งการที่จะทำเด็กให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นมีอยู่ด้วยกัน
3 วิธี คือ
- เมื่อพ่อและแม่ได้มีการสมรสกันในภายหลัง
หรือ
- เมื่อพ่อได้จดทะเบียนว่าเด็กนั้นเป็นลูกของตน
หรือ
- เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าให้เด็กเป็นบุตรของฝ่ายชาย
ดังนั้น หากไม่มีการจดทะเบียนสมรสกัน
หรือพ่อไม่ยอมจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของฝ่ายชาย
เพื่อให้เกิดสิทธิในการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไป
ส่วนเหตุที่ใช้อ้างเพื่อฟ้องคดีนั้น
อาจอ้างว่าได้มีการอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผย เช่น ฝ่ายชายเคยพาไปรู้จักกับเพื่อนและพาไปที่บ้านโดยแนะนำว่าเป็นภรรยา
หรือว่าฝ่ายชายเป็นผู้แจ้งการเกิดของเด็กหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น
ฯลฯ
ค่าอุปการะเลี้ยงดูจะเรียกจากพ่อได้หรือไม่
เพียงใดนั้น ศาลจะพิจารณาจากความสามารถของพ่อ กับฐานะของเด็กและแม่
ฝ่ายผู้ฟ้องต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า พ่อมีรายได้เดือนละประมาณเท่าไหร่หรือมีรายได้อื่นๆ
หรือไม่ แล้วผู้ฟ้องต้องการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละเท่าใด
เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นจะต้องนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น
(คือ นับแต่วันที่มีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา แต่ถ้าคดีไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาก็ต้องนับแต่วันที่มีการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น)
เพราะก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดเด็กยังไม่ใช่ลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อ
พ่อจึงไม่มีหน้าที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ส่วนการชำระเงินจะชำระกันเป็นครั้งคราวตามกำหนดอาจเป็นรายเดือนก็ได้
หรือจะชำระเป็นเงินก้อนทีเดียวก็ได้ แต่ในกรณีที่ศาลไม่พิพากษาให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเพราะเหตุที่พ่อไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ค่าอุปการะได้ในขณะนั้น
ถ้าหากพฤติการณ์หรือรายได้หรือฐานะของพ่อดีขึ้น แม่เด็กอาจร้องขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งในคดีนั้นใหม่โดยให้ชำระมากขึ้นก็ได้
หรือในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ฝ่ายชายชำระ แต่ต่อมาฝ่ายพ่อฐานะยากจนลง
ฝ่ายพ่อก็อาจร้องขอต่อศาลให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูลงได้เช่นกัน
สำหรับการฟ้องร้องคดี สามารถฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไปในคราวเดียวกันได้
ถ้าในระหว่างที่เด็กอายุยังไม่ครบ
15 ปีบริบูรณ์ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมคือแม่เป็นผู้ฟ้องคดีแทนในกรณีที่เด็กไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม
หรือมีแต่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ญาติสนิทของเด็กหรืออัยการ
อาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเพื่อทำหน้าที่ฟ้องคดีแทนเด็กก็ได้
แต่หากเด็กอายุครบ
15 ปีแล้ว จะต้องฟ้องคดีเองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม
อันที่จริงโดยหลักกฎหมายทั่วไปแล้ว ผู้เป็นลูกไม่มีสิทธิฟ้องพ่อแม่
เพราะถือว่าเป็นคดี"อุทลุม" ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย แต่เนื่องจากขณะที่มีการฟ้องคดีนั้น
เด็กยังไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อ ดังนั้นจึงไม่ต้องห้ามว่าเป็นคดีอุทลุมจึงสามารถฟ้องได้
แต่หากเด็กบรรลุนิติภาวะแล้วจะต้องฟ้องคดีภายใน
1 ปี นับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะ
เมื่อศาลพิพากษาให้ฝ่ายพ่อชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
แต่ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ จะถูกบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ได้
ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ไม่ถึงกำหนดเนื่องจากมีการตกลงชำระกันเป็นงวดๆ
ก็ยังบังคับคดีไม่ได้ จึงบังคับคดีได้เฉพาะงวดที่มีการผิดนัดแล้วเท่านั้น
ทางที่ดี หากชายและหญิงเห็นว่าตกลงใจจะอยู่กินกันฉันสามีภรรยาแล้ว
ก็ควรจะไปจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย หรือถ้าชายหญิงไม่อยากมีข้อผูกพันกันตามกฎหมาย
อย่างน้อยที่สุดโดยจิตสำนึกของความเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ควรจะไปจดทะเบียนรับรองบุตรเสียให้ถูกต้อง
อย่ารอให้เกิดปัญหา "ลูกนอกสมรส" ขึ้นเสียก่อนแล้วจึงจะมาแก้ปัญหาในภายหลัง
เรียบเรียงโดย คุณพิทยา ลำยอง 26 ก.ค 2549
กลับหน้าหลัก
|