คนไทยสมรสกับคนต่างชาติ ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้หรือไม่
เนื่องจากแนวปฏิบัติเดิม
เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การขอได้มาซึ่งที่ดินของคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว
ยังมีปัญหาข้อขัดข้องในทางปฏิบัติอยู่หลายประการ เช่น การทำหนังสือรับรองที่คนไทยกับคู่สมรสต่างชาติต้องยืนยันร่วมกัน
ว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินเป็นของคนไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่คนต่างด้าวไม่สามารถมาลงชื่อต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันจดทะเบียน
ฯลฯ ได้ กรมที่ดินจึงได้มี หนังสือที่
มท.0515/ว 39288 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2548
วางแนวทางปฎิบัติที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ดังข้อความที่ได้แก้ไขใหม่แล้ว
เดิมคนไทยที่จดทะเบียนสมรสกับคนต่างชาติจะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมิได้เลย
อาจจะเป็นด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคงของชาติ กลัวต่างชาติจะเข้ามาใช้เงินกว้านซื้อที่ดินโดยผ่านทางคู่สมรสที่เป็นคนไทย
กฎหมายที่ดินจึงไม่อนุญาตให้คนต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และหากอนุญาตให้คนไทยที่สมรสกับต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้แล้ว
ที่ดินก็จะเป็นสินสมรสระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย
กรมที่ดินจึงได้วางหลักเกณฑ์ให้เจ้าหน้าที่ที่ดินปฏิบัติดังนี้
หลักเกณฑ์การขอได้มาซึ่งที่ดินของคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว
คนไทยที่มีคู่สมรสทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าว
มีสิทธิรับโอนที่ดินในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว
(กรณีมีคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าว)
และในฐานะที่เป็นทรัพย์ส่วนตัว (กรณีมีคู่สมรสที่มิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าว)
ได้โดยไม่จำกัดจำนวนเนื้อที่ โดยมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
ข้อ1. ถ้าคนสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวโดยชอบด้วยกฎหมาย
ขอซื้อที่ดินในระหว่างสมรส หากสอบสวนแล้วคนไทยและคู่สมรสต่างด้าว
ได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันในหนังสือรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่า เงินทั้งหมดที่นำมาซื้อที่ดินเป็นสินส่วนตัวของคนไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว
มิใช่สินสมรส ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและ
นิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้ แต่ถ้าหากคนต่างด้าวที่เป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยไม่ยืนยันตามนัยดังกล่าว
หรือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นสินสมรส
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้วให้ส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรีต่อไป
ข้อ2.
ถ้าคนสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ขอซื้อที่ดินในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภรรยากับคนต่างด้าว
หากสอบสวนแล้วคนไทยและคู่สมรสต่างด้าวยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันในหนังสือรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่า เงินทั้งหมดที่นำมาซื้อที่ดินเป็นทรัพย์ส่วนตัวของคนไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว
มิใช่ทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้
แต่ถ้าหากคนต่างด้าวที่เป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยไม่ยืนยันตามนัยดังกล่าว
หรือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งเรื่องไปกรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรีต่อไป
สำหรับกรณีการซื้อที่ดินตามข้อ
1 และข้อ 2 ยังแบ่งออกเป็นกรณีที่คู่สมรสต่างด้าวอยู่ในไทย และกรณีที่คู่สมรสต่างด้าวอยู่ต่างประเทศ
คือ
กรณีคู่สมรสต่างด้าวอยู่ในประเทศไทย
แต่ในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม คนต่างด้าวไม่สามารถไปยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันกับคนไทยในหนังสือรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ณ สำนักงานที่ดินที่ทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้คนไทยและคู่สมรสต่างด้าวไปยื่นคำขอบันทึกถ้อยคำในหนังสือรับรอง
เพื่อยืนยันว่าเงินทั้งหมดที่คนไทยนำมาซื้อที่ดินเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของคนไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว
มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยให้ยื่นคำขอกับพนักงานเจ้าหน้าที่
ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินจังหวัดสาขาแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้
และให้ผู้ขอแสดงหลักฐานสำเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน บัตร ประจำตัวประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้าน ใบสำคัญการสมรส (ถ้ามี) ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
หนังสือเดินทาง หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล (ถ้ามี) แล้วให้คนไทยนำหนังสือรับรองไป
มอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป
กรณีคู่สมรสต่างด้าวอยู่ต่างประเทศ
และไม่สามารถไปบันทึกถ้อยคำในหนังสือรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ให้คนต่างด้าวไปติดต่อเพื่อให้สถานเอกอัครราชทูต
สถานกงสุล หรือโนตารีพับลิค บันทึกถ้อยคำคู่สมรสต่างด้าวไว้ในหนังสือรับรองว่า
เงินทั้งหมดที่คนไทยนำไปซื้อที่ดินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของคนไทย
มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แล้วให้สถานเอกอัครราชทูต
สถานกงสุล หรือโนตารีพับลิค รับรองว่าบุคคลที่ทำหนังสือนั้นเป็นคู่สมรสหรืออยู่กินฉันสามีภริยากับคนไทยจริง
แล้วให้ผู้จะซื้อที่ดินนำต้นฉบับหนังสือรับรองมามอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป
สำหรับการบันทึกถ้อยคำในหนังสือรับรอง
พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องสอบสวนอาชีพ รายได้ของผู้ขอ หรือที่มาของเงินแต่อย่างใด
อนึ่ง ในกรณีที่คนไทยที่มีคู่สมรสทั้งชอบและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าว
สามารถแสดงหลักฐานได้ว่า เงินทั้งหมดที่นำมาซื้อที่ดินเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของตน
โดยเงินนั้นตนมีอยู่ก่อนสมรส , หรือเงินนั้นตนได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา
ฯลฯ ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับคนไทยต่อไปได้
โดยไม่ต้องบันทึกถ้อยคำคนไทยและคู่สมรสต่างด้าวแต่อย่างใด
ข้อ3. ถ้าคนสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวทั้งที่ชอบและมิชอบด้วยกฎหมาย
ขอรับการให้ที่ดินในระหว่างสมรสหรือระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยากัน
หากสอบสวนแล้วปรากฏว่า เป็นการรับให้ในฐานะที่เป็นสินส่วนตัวของคนไทย
หรือเป็นทรัพย์ส่วนตัวของคนไทยแต่เพียงฝ่ายเดียวมิได้ทำให้คนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินร่วมด้วย
ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้
แต่ถ้าหากเป็นการรับให้ในฐานะที่เป็นสินสมรส หรือมีผลทำให้คู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จแล้วให้ส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินเพื่อขอคำสั่งรัฐมนตรีต่อไป
ข้อ4. ถ้าคนสัญชาติไทยที่เคยมีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวแต่ได้หย่าขาดจากกันหรือเลิกร้างกันแล้ว
ขอทำนิติกรรมให้ได้มาซึ่งที่ดิน หากสอบสวนแล้วไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย
ก็ให้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขอต่อไปได้
เมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้คนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวถือครองที่ดินได้แล้ว
ก็ขอให้เคร่งครัดในการปฎิบัติตามกฎหมาย อย่าได้คิดแอบแฝงเป็นเครื่องมือให้คนต่างด้าวได้ถือครองแผ่นดินไทยโดยฝ่าฝืนกฎหมายเป็นอันขาด
เพราะการถือที่ดินแทนคนต่างด้าวย่อมมีความผิดตามกฎหมายที่ดิน ทั้งถือว่ากระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน
และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามกฎหมายอาญา
และยังต้องถูกบังคับให้จำหน่ายที่ดินออกไปภายในเวลาหนึ่งปี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย
นอกจากจะต้องติดคุก , เสียของ , แล้วยังต้องถูกตราหน้าว่าขายชาติอีก
มันไม่คุ้มกันหรอกครับ
เรียบเรียงโดย : คุณพิทยา ลำยอง 19 สิงหาคม 2550
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กลับหน้าหลัก
|