อายุความฟ้องคดีมรดก
ก่อนหน้านี้เคยนำเสนอเรื่อง
" ทรัพย์มรดกตกทอดอย่างไร" ให้อ่านกันไปแล้ว
ทีนี้พอท่านโชคดีมีวาสนาเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่ว่าจะในฐานะทายาทโดยธรรม
คือ คู่สมรส หรือลูกๆของเจ้ามรดก หรือในฐานะผู้รับพินัยกรรมซึ่งอาจเป็นบุคคลใดก็ได้
ถ้าแบ่งปันทรัพย์มรดกกันลงตัวด้วยดีก็ดีไป แต่ถ้ามีข้อโต้แย้งแย่งชิงมรดกกันขึ้น
ท่านจะต้องทราบด้วยว่ามีเงื่อนไขสำคัญของกฎหมายเรื่องกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตาม
คือ"อายุความฟ้องคดีมรดก"
มาทำความเข้าใจในเบื้องต้นกันก่อนว่า
"คดีมรดก" หมายถึง คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในการรับมรดกด้วยกันตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม
หรือคดีที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกถูกฟ้องในฐานะทายาท ให้รับผิดชอบหนี้ที่ผู้ตายเป็นหนี้อยู่
เราสามารถแยกกำหนดอายุความมรดกได้ดังนี้
คือ
1.อายุความฟ้องคดีมรดก
ผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมายหรือทายาทโดยธรรม
คือ พ่อแม่, คู่สมรส,บุตรของผู้ตาย ต้องฟ้องคดีมรดกภายในกำหนด
1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก
แต่มิให้ฟ้องเกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย
2.อายุความสิทธิเรียกร้องตามข้อกำหนดพินัยกรรม
ผู้ฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งอาจเป็นบุคคลใดๆ
ก็ได้ที่ผู้ตายยกมรดกให้ต้องฟ้องคดีภายในกำหนด
1 ปี นับแต่ผู้รับพินัยกรรมได้รู้หรือควรรู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรม
แต่มิให้ฟ้องเกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย
อายุความฟ้องคดีเรียกร้องมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรม
ให้เริ่มนับตั้งแต่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิที่ผู้รับพินัยกรรมมีอยู่ตามพินัยกรรม
เพราะกฎหมายบัญญัติว่า " สิทธิและหน้าที่ใดๆ อันเกิดขึ้นตามพินัยกรรมให้มีผลบังคับเรียกร้องกันได้ตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมตายเป็นต้นไป"
ถ้าเขายังไม่ตายทรัพย์สินของเขาก็ยังมิใช่ทรัพย์มรดกที่จะตกทอดให้ใครๆได้
แต่มีกรณียกเว้น คือ ถ้าผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย
หรือตามข้อกำหนดพินัยกรรม หากเป็นกรณีที่ผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่ง
แล้วฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก ก็สามารถฟ้องได้แม้จะเกิน 1 ปีแล้วก็ตาม
ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องฟ้องภายใน 1 ปี อายุความมรดก 1 ปี อยู่ภายใต้บังคับว่า
"ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้
แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี แล้วก็ดี " ดังนั้น สำหรับทายาทคนที่ครองครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันนั้น
แม้ฟ้องขอแบ่งมรดกเมื่อกำหนดอายุความมรดกกี่สิบปีก็ตามก็ฟ้องขอแบ่งได้
ไม่ขาดอายุความมรดก 1 ปี
เมื่อทายาทคนใดฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกเกินหนึ่งปี
นับแต่ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และทายาทผู้นั้นไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน
จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้น เมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปีไม่ได้
และถ้าทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในทรัพย์นั้นยกอายุความตาม 1 ปี ขึ้นต่อสู้
คดีย่อมขาดอายุความ ศาลจะพิพากษายกฟ้อง ส่วนทายาทที่ครองครองมรดกเกินกำหนดอายุความ
ถือว่ามีสิทธิในทรัพย์มรดกที่ตนครอบครอง มีอำนาจในฐานนะเจ้าของกรรมสิทธิ์
3.อายุความสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้กองมรดก
เจ้าหนี้ของผู้ตายจะต้องฟ้องเรียกร้องสิทธิภายในกำหนด
1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก
แต่ไม่ให้เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย
สำหรับเจ้าหนี้ผู้ตายนั้น นอกจากเจ้าหนี้โดยทั่วไปแล้ว
ยังมีเจ้าหนี้ประเภทที่ผู้ตายนำทรัพย์ไปเป็นประกัน เช่น เจ้าหนี้จำนอง
เจ้าหนี้จำนำ เจ้าหนี้ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง กฎหมายบัญญัติว่า "ผู้รับจำนอง
ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงหรือผู้ทรงสิทธิบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้
ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้
แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม ฯลฯ
ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี
มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้
หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" ดังนั้น แม้เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง
ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้บุริมสิทธิ ซึ่งอาจมีอายุความในการบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นยาวกว่า
1 ปี ก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปี มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ
4.อายุความ 10 ปี
อย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่าข้างต้นนั้น
มิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย กล่าวคือ
ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในกองมรดกที่ไม่รู้หรือไม่ควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกก็ดี
ผู้รับพินัยกรรมที่ไม่รู้หรือไม่ควรรู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรมก็ดี
หรือเจ้าหนี้กองมรดกไม่รู้หรือไม่ควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกก็ดี
ซึ่งอาจฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่มารู้ถึงความตายของเจ้ามรดกหรือสิทธิตามพินัยกรรมในภายหลังได้
แต่จะอ้างความไม่รู้ดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 10
ปี นับตั้งแต่เจ้ามรดกตายไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะต้องมีการฟ้องร้องกันไม่สิ้นสุด
5.สิทธิยกอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้
ใครบ้างที่มีสิทธิยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้
กฎหมายกำหนดบุคคล 3 ประเภทซึ่งมีสิทธิยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้ไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นทายาท
(ทายาทโดยธรรม , ผู้รับพินัยกรรม) หรือคนที่มีสิทธิที่จะใช้สิทธิของทายาท
หรือโดยผู้จัดการมรดก ดังนั้น บุคคลอื่นที่มิใช่ทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือผู้จัดการมรดกจะยกเอาอายุความมรดก
1 ปี นี้เป็นข้อต่อสู้ไม่ได้
คำว่า "บุคคลอื่น"
หมายถึงใครบ้าง ขอยกตัวอย่างผู้ที่ไม่มีสิทธิยกอายุความ
1 ปีขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เช่น
-
คนตายทำพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้คนอื่นแต่ผู้เดียว
ทายาทโดยธรรมจึงถูกตัดมิให้รับมรดกแล้ว ดังนั้น ทายาทโดยธรรมจึงไม่อยู่ในฐานะที่เป็นทายาท
จะอ้างอายุความ 1 ปีมาใช้ต่อสู้ผู้รับพินัยกรรมไม่ได้
-
ทายาทฟ้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกและเรียกทรัพย์มรดกคืน
ผู้จัดการมรดกจะยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้ไม่ได้
-
ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากทายาทที่ปิดบังมรดกไว้
ทายาทที่ปิดบังจะยกอายุความ 1 ปีมาใช้ไม่ได้ เพราะเป็นฝ่ายผิดและตนย่อมถูกตัดสิทธิมิให้รับมรดกแล้ว
จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะยกอายุความมาตัดสิทธิทายาทคนอื่นๆ
-
ทายาทลำดับหลังไม่มีสิทธิได้รับมรดกเพราะยังมีตัวทายาทลำดับเหนือกว่าอยู่
เช่น น้องของผู้ตายจะยกอายุความมรดกมาต่อสู้บุตรของผู้ตายซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก
และเป็นทายาทลำดับเหนือกว่าไม่ได้
-
ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้เป็นทายาทโดยธรรม
ไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้
ดังนี้แล้ว หากท่านเป็นผู้โชคดีได้รับมรดกตกทอดมา
ไม่รู้ว่าจะเป็นลาภหรือทุกขลาภก็ตาม เมื่อได้เข้าใจเรื่องกำหนดอายุความฟ้องคดีมรดกกันแล้ว
ก็ขอให้สนุกในการทำสงครามแย่งชิงมรดกกันนะครับ แต่ขอให้นึกไว้เสมอว่า
คนเรามาแต่ตัว ไปแต่ตัว ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้หรอกครับ
เรียบเรียงโดย : คุณพิทยา ลำยอง วันที่ 17 ส.ค 2548
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กลับหน้าหลัก
|