ทรัพย์มรดกตกทอดอย่างไร
คำว่า "มรดก"
ทุกคนต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมีข่าวคราวการแย่งชิง
ฆ่าฟันกันเพื่อแย่งมรดกทางสื่อมวลชนแทบทุกวัน บางท่านอาจเคยสัมผัสกับการยื้อแย่งหรือถูกแย่งมรดกด้วยตนเองมาแล้ว
สำหรับเรื่อง "มรดก" เพียงคำเดียวนั้น
สามารถแตกแขนงออกไปอีกหลายเรื่อง เช่น ผู้มีสิทธิรับมรดกและส่วนแบ่งมรดก
การเสียสิทธิรับมรดก พินัยกรรม วิธีการจัดการทรัพย์มรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดก
อายุความ ฯลฯ ซึ่งแต่ละเรื่องมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปได้อีกมากมายนัก
แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงแต่เพียงเรื่อง "การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก"
เท่านั้น
การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ได้บัญญัติไว้สรุปได้ดังนี้
1.เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
และเมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
ความหมายของคำว่า "ตาย" ในที่นี้
จะต้องเป็นกรณีที่บุคคลใดตายโดยธรรมชาติหรือตายโดยกฎหมายสมมติที่เราเรียกว่า
"การสาบสูญ"
2.กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย
ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้
ซึ่งจะขออธิบายว่าสิ่งใดเป็นทรัพย์มรดก และสิ่งใดไม่เป็นทรัพย์มรดก
คือ
2.1 มรดกหรือกองมรดก ได้แก่
ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดจนสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ ลิขสิทธิ์ สิทธิในเครื่องหมายการค้า
หุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน สิทธิเรียกร้องที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินได้
หน้าที่และความรับผิดของเจ้ามรดก และรวมถึงสิทธิต่างๆ บางประการ
เช่น สิทธิเหนือพื้นดินซึ่งอาจโอนและรับมรดกกันได้ สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ
สิทธิตามสัญญาซื้อขาย ขายฝาก สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า (ที่เราเข้าใจกันว่า
ค่าเซ้งหรือค่าแป๊ะเจี๊ยะ) สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง
ถือว่าสิทธินี้เป็นมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทของลูกจ้างที่ตายได้ สิทธิเหล่านี้ไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตาย
จึงถือว่าเป็นมรดก
2.2 กรณีไม่เป็นมรดก ได้แก่
สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ซึ่งตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้ว
เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ เช่น สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกินซึ่งสิ้นไปเมื่อผู้ทรงสิทธิเก็บกินถึงแก่ความตาย
ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า
เมื่อผู้เช่าตายไปสัญญาเช่าเป็นอันสิ้นสุดลง ไม่เป็นมรดกตกทอดไปยังทายาท
เหล่านี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวผู้ตายเท่านั้น
3. ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน
หากว่ากองมรดกมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์มรดก เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องเอาจากกองมรดกได้เพียงเท่าที่ทรัพย์มรดกมีอยู่
ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินไปกว่านั้น
4. กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม
ซึ่งทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า "ทายาทโดยธรรม"
และทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า
"ผู้รับพินัยกรรม"
คำว่า "ทายาท"
หมายถึง ผู้ที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามที่กฎหมายมรดกกำหนดไว้
มี 2 ประเภท คือ ทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรม บุคคลที่จะรับมรดกได้ในฐานะทายาทโดยธรรมนั้นมีได้แต่เฉพาะบุคคลธรรมดาเท่านั้น
แต่ผู้รับพินัยกรรมอาจมีได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
ดังนั้น จึงสรุปหลักได้ว่า
การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก โดยหลักแล้ว
เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรมลง สิทธิในทางทรัพย์สินของผู้ตายย่อมตกทอดไปยังทายาททันที
แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนชื่อโอนกรรมสิทธิก็ตาม ทั้งสิทธิและหน้าที่และความรับผิดต่างๆ
แต่กฎหมายได้จำกัดความรับผิดของทายาทไว้เพียง "ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน"
ฉะนั้น ทายาทจะปฏิเสธหน้าที่และความรับผิดในกรณีที่ทรัพย์สินที่จะตกทอดมาเป็นมรดกมีน้อยกว่าหนี้สินไม่ได้
และเจ้าหนี้ย่อมมีอำนาจฟ้องทายาทนั้นได้ แม้ทายาทจะไม่ได้รับมรดกก็ตาม
หวังว่าคงจะเข้าใจเรื่องการตกทอดแห่งทรัพย์มรดกกันพอสมควรแล้วนะครับ
แต่ในเรื่องมรดกนี้ ขอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนทำใจให้กว้างและหนักแน่นว่า
"มรดกเป็นเสมือนลาภลอยมา เป็นของได้เปล่า
ไม่ได้ออกแรงสร้างมาเอง ถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว" ฉะนั้น
ใครบ้างที่มีสิทธิได้รับมรดกและมีสิทธิได้รับเท่าใดก็ขอให้เป็นไปตามนั้นเถิด
ขออย่าได้โลภมากลุกขึ้นมาเข่นฆ่าแย่งชิงกันอีกเลย เดี๋ยวจะไม่ทันได้กินได้ใช้มรดก
เพราะตกไปอยู่ในคุกเสียก่อนนะครับ
เรียบเรียงโดย พิทยา ลำยอง 18 เม.ย 48
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กลับหน้าหลัก
|