อายุความบัตรเครดิต
2 ปี หมายความว่าอย่างไร....
การที่เราเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทบัตรเครดิต
แล้วนำบัตรเครดิตนั้นไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้าต่างๆที่รับบัตรนั้น
หรือใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดจากตู้ ATM ต่อมาเมื่อธนาคารจ่ายค่าสินค้าและบริการให้แก่ร้านค้าแทนเรา
ธนาคารก็จะเรียกเก็บจากเราเป็นรายเดือน
การให้บริการดังกล่าวธนาคารได้เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมรายปีด้วย
ถือว่าธนาคารเป็นผู้รับทำการงานต่างๆให้แก่เรา (ลูกหนี้) และการที่ธนาคารได้ชำระเงินแก่ร้านค้าแทนไปก่อน
แล้วค่อยเรียกเก็บจากลูกหนี้ในภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่ธนาคารได้ออกเงินทดรองจ่ายไป
มีอายุความ 2 ปี ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
193/34(7) เว้นแต่ ธนาคารพาณิชย์บางแห่งนะครับ ที่ออกบัตรเครดิตโดยให้ลูกค้าทำสัญญากู้เป็นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี
เข้าลักษณะสัญญาบัญชีเดินสะพัดไว้ กรณีนี้ถือว่ามีอายุความ 10 ปีตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี
แต่ในที่นี้จะพูดถึงกรณีทั่วไป ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา
2 ปี นับแต่ชำระหนี้แก่ธนาคารครั้งสุดท้าย ถ้าหากธนาคารไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องในเวลา
2 ปี คดีก็เป็นอันขาดอายุความหรือหมดสิทธิเรียกร้อง
ลูกหนี้ก็พ้นความรับผิด ไม่ต้องชำระหนี้บัตรเครดิตให้แก่ธนาคาร
ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ เพราะถึงแม้ธนาคารจะดันทุรังฟ้องร้องลูกหนี้
แต่เมื่อลูกหนี้ยกข้อต่อสู้ว่าคดีหมดอายุความแล้ว ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง
แต่ที่สำคัญอย่าลืมนะครับว่า แม้ว่าคดีจะขาดอายุความ
2 ปีแล้วก็ตาม ถ้าธนาคารเจ้าหนี้ยื่นฟ้องมา แล้วลูกหนี้ไม่ยื่นคำให้การแก้คดีภายในกำหนดของกฎหมาย
ลูกหนี้ก็แพ้คดีเสียตั้งแต่ในมุ้งแล้ว แต่เมื่อลูกหนี้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี
ลูกหนี้จะต้องต่อสู้คดีในประเด็นที่ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว
มิฉะนั้นศาลก็ไม่อาจหยิบยกเรื่องคดีขาดอายุความขึ้นมาเป็นเหตุยกฟ้องของโจทก์ได้
(ตามมาตรา 193 / 29 ) มีตัวอย่างมากมายที่แม้จะรู้ว่าคดีขาดอายุความ
2 ปีแล้ว แต่ธนาคารก็ยังให้ทนายความยื่นฟ้องลูกหนี้ ถ้าเผื่อฟลุ๊คๆขึ้นมาไปเจอเอาลูกหนี้ที่ไม่รู้เรื่อง
ไม่ใส่ใจที่จะต่อสู้คดีเพราะรับรู้ว่าตนเป็นหนี้ธนาคารจริงๆ โดยหารู้ไม่ว่าคดีขาดอายุความแล้ว
จึงไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าขาดอายุความแต่อย่างใด นั่นนับว่าเป็นคราวเฮงของเจ้าหนี้
และเป็นคราวซวยของลูกหนี้ ศาลก็จะต้องพิพากษาตามพยานหลักฐานให้เจ้าหนี้ชนะคดีไป
ลูกหนี้ก็ต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่อไป
ผลของการชำระหนี้ก่อนจะครบกำหนดอายุความ
ถ้ามีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แม้เพียงบางส่วนก็ตาม
ถือว่าได้มีการรับสภาพหนี้แล้ว
ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความกันใหม่ตั้งแต่วันที่ลูกหนี้กระทำการ
ดังกล่าว แต่นอกเหนือจากการที่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้แล้วยังมีอีกหลายกรณีนะครับ
ที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้
การชำระหนี้ที่จะถือว่าเป็นกรณีที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น
จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้กระทำการชำระหนี้แม้พียงบางส่วนให้แก่เจ้าหนี้
หรือธนาคารพาณิชย์ก่อนที่อายุความฟ้องร้องจะสิ้นสุดลง อย่าลืมนะครับ
ก่อนอายุความสิ้นสุดลง
การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้ว
เพียงแต่มีผลทำให้ลูกหนี้เรียกเงินคืนไม่ได้เท่านั้น
(ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง) เพราะสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้ว
ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ (ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 193/10) ส่วนการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้วนั้น
ไม่ว่าลูกหนี้จะชำระไปมากน้อยเพียงใดลูกหนี้ก็เรียกคืนไม่ได้ และไม่ว่าลูกหนี้จะรู้หรือไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ขาดอายุความแล้วก็ตาม
เผลอจ่ายไปแล้วก็ต้องเลยตามเลยล่ะครับ
เรียบเรียงโดย คุณพิทยา ลำยอง
กลับหน้าหลัก
|