รวมมิตรกฎหมาย

อิสระแห่งความคิด ติดอาวุธทางปัญญา รักษาความเป็นธรรม

Ruammitra Law

" รวมมิตรกฎหมาย" ได้จัดทำ "หนังสือทำมือ" ขนาดพ๊อกเก็ตบุ๊ก 2 เล่ม คือ
"สาระกฎหมายน่ารู้"
และ "เล่าสู่กันฟัง"

เป็นหนังสือที่มีคุณค่าเหมาะแก่การเรียนรู้ด้วยตนเอง เก็บสะสม
หรือนำไปมอบเป็นของขวัญแก่บุคคลใดๆ ในวาระสำคัญต่างๆ ได้เป็นอย่างด
 (รายละเอียดการสั่งซื้อ)

สาระกฎหมายใกล้ตัว
 

เมื่อเด็กหรือเยาวชนถูกดำเนินคดีอาญา

ทุกวันนี้ เราจะได้ยินข่าวคราวการกระทำผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชนมากขึ้น แม้ว่ารัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือกระทำการใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว จะกระทำได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่ยังมีปัญหาในวิธีการและขั้นตอนที่จะนำมาปฎิบัติต่อเด็กและเยาวชน

โดยหลักทั่วไป ในคดีอาญานั้น กฎหมายห้ามควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่าจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้หลบหนี และห้ามควบคุมไว้นานเกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี กรณีความผิดลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การและรู้ตัวว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหนเท่านั้น ส่วนในความผิดอื่นหากจะควบคุมตัวนานเกินกว่าสี่สิบแปดชั่วโมง จะต้องนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกรณีของ "เด็กหรือเยาวชน" ซึ่งหมายความถึง บุคคลที่มีอายุเกินเจ็ดปีบริบูรณ์แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์

การจับกุมเด็กหรือเยาวชน หากผู้ถูกจับกุมเป็นเด็กหรือเยาวชน และในท้องที่นั้นมีศาลเยาวชนและครอบครัวเปิดทำการแล้ว พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ

1.จะต้องแจ้งให้บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยโดยไม่ชักช้า

2.จะต้องถามปากคำเด็กหรือเยาวชนให้เสร็จภายในเวลา 24 ชั่วโมง นับแต่เด็กหรือเยาวชนมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กหรือเยาวชนนั้น จะต้องกระทำในสถานที่เหมาะสม ต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กหรือเยาวชนร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมถามปากคำด้วย

3.จะต้องนำเด็กหรือเยาวชนนั้นพร้อมหนังสือแจ้งการจับกุมหรือควบคุมไปส่งยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะส่งดำเนินคดีนั้น

หากจำเป็นต้องควบคุมตัวไว้ก่อนส่งตัวไปสถานพินิจฯ ห้ามมิให้ควบคุมไว้ปะปนกับผู้ใหญ่ หรือควบคุมไว้ในห้องขังที่จัดไว้สำหรับผู้ต้องหาที่เป็นผู้ใหญ

การปล่อยตัวชั่วคราว ผู้อำนวยการสถานพินิจฯที่ได้รับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้แล้ว มีหน้าที่ต้องดำเนินการดังนี้

1.ควบคุมเด็กหรือเยาวชนนั้นไว้ยังสถานพินิจ หรือ

2.ปล่อยชั่วคราวโดยมอบตัวเด็กหรือเยาวชนให้แก่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่โดยไม่มีประกันหรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกันก็ได้ เมื่อมีคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้อำนวยการสถานพินิจฯต้องสั่งโดยพลัน หากเห็นไม่สมควรให้ปล่อยชั่วคราวต้องส่งคำร้องให้อธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัว หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลพิจารณาสั่ง

ในคดีความผิดที่มีโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ อาจให้ปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันแต่ไม่ต้องวางหลักประกันก็ได้ ส่วนกรณีอื่นผู้อำนวยการสถานพินิจฯ กำหนดหลักประกันได้ตามความเหมาะสม หรืออาจให้มีการประกันด้วยบุคคลแทนการวางหลักทรัพย์ก็ได้

การดูแลเด็กหรือเยาวชนในสถานควบคุม เด็กหรือเยาวชนที่ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ต้องอยู่ในสถานควบคุมของสถานพินิจฯจะได้รับการปฏิบัติดังนี้ ทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่จัดให้ ให้แพทย์ตรวจร่างกาย และถ้าเห็นสมควรก็ให้จิตแพทย์ตรวจจิตใจด้วย ถ้าเจ็บป่วยให้ได้รับการรักษาพยาบาลในสถานพินิจฯหรือสถานพยาบาลอื่นตามสมควร ได้รับอาหารวันละ 3 มื้อ ได้ดื่มนมวันละ 1 กล่อง ได้รับเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหลับนอน และเครื่องใช้จำเป็นอื่น มีสิทธิได้รับการเยี่ยมตามระเบียบที่กำหนด มีสิทธิลาเยี่ยมบ้านเมื่ออยู่ในสถานควบคุมครบ 3 เดือนแล้ว ครั้งละไม่เกิน 14 วัน โดยผู้อำนวยการสถานพินิจฯมีอำนาจอนุญาตได้ตามความเหมาะสม

การสืบเสาะและพินิจ เมื่อสถานพินิจฯได้รับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้แล้ว พนักงานคุมประพฤติจะทำการสืบเสาะข้อเท็จจริงเรื่องอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา อบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และฐานะของเด็กหรือเยาวชน และของบิดามารดา ผู้ปกครอง ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชน รวมทั้งสาเหตุแห่งการกระทำผิดเพื่อรายงานต่อศาล ซึ่งจะต้องมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์ ครู พ่อบ้าน ร่วมดำเนินการด้วย

กำหนดเวลาฟ้องคดี ภายหลังส่งตัวเด็กหรือเยาวชนต่อสถานพินิจฯ แล้ว พนักงานสอบสวนต้องรีบทำการสอบสวนและส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งระยะเวลาในการฟ้องความผิดแต่ละข้อหานั้นแตกต่างกัน ดังนี้

  • ความผิดอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 6 เดือนจะต้องฟ้องภายในเวลา 30 วัน
  • ความผิดอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 5 ปี หากฟ้องไม่ทันภายใน 30 วัน สามารถขอผัดฟ้องได้อีกครั้งละไม่เกิน 15 วัน ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ครั้ง รวมแล้วไม่เกิน 60 วัน
  • ความผิดอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกเกินห้าปี ขอผัดฟ้องได้โดยจะต้องแสดงเหตุจำเป็นและนำพยานมาเบิกความประกอบ ศาลมีอำนาจอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้อีกครั้งละไม่เกิน 15 วัน ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ครั้ง รวมแล้วโดยประมาณไม่เกิน 90 วัน

การให้โอกาสกลับตนเป็นคนดี หากเป็นความผิดอันมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินห้าปี ซึ่งมิใช่การกระทำอันมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา อบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ ฐานะ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม และพฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีแล้ว เห็นว่าเด็กหรือเยาวชนอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้องแล้ว ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ แจ้งความเห็นนั้นไปยังพนักงานอัยการ ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยก็ให้มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ เมื่อเด็กหรือเยาวชนได้รับการสั่งไม่ฟ้องแล้วก็เป็นอันพ้นจากการถูกดำเนินคดี เท่ากับยังไม่เคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิดมาก่อน ไม่มีประวัติติดตัวอันจะมีผลกระทบต่อการศึกษาเล่าเรียน การประกอบอาชีพการงานในอนาคต

ก่อนที่จะเสนอความเห็นจะต้องนำข้อเท็จจริงจากสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องมาประมวลและวิเคราะห์ หากเด็กหรือเยาวชนนั้นไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะกระทำผิดซ้ำ สถานพินิจฯก็จะจัดให้มีการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน พนักงานคุมประพฤติ นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ บิดามารดา หรือผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ ผู้เสียหาย หรือบุคคลอื่น ซึ่งสมควรได้รับเชิญมาร่วมประชุม เช่น ผู้นำชุมชน ครู หรือนายจ้าง เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับเด็กหรือเยาวชน บิดามารดา ผู้ปกครองได้ตระหนักในปัญหาและหันมาเอาใจใส่ ชุมชนได้รับรู้และร่วมระวังมิให้เด็กหรือเยาวชนไม่ก่อเหตุร้ายอีก

การพิจารณาพิพากษา การพิจารณาพิพากษาคดีเด็กหรือเยาวชนในศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นจะต้องกระทำโดยลับ เฉพาะบุคคลเกี่ยวข้องจึงจะมีสิทธิเข้ารับฟังการพิจารณาได้ และในการพิพากษาคดีนั้นศาลจะต้องได้รับรายงานเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนจากผู้อำนวยการสถานพินิจฯก่อน และเมื่อศาลพิพากษาว่ากระทำผิด ศาลอาจกำหนดโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน เช่น ว่ากล่าวตักเตือน ปรับ วางข้อกำหนด วางเงื่อนไข คุมประพฤติ ให้ฝึกและอบรม หรือจำคุก

หลังจากพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว หากมีพฤติการณ์เปลี่ยนไป ศาลอาจเปลี่ยนแปลงโทษหรือวิธีการที่กำหนดนั้นได

เรียบเรียงโดย : พิทยา ลำยอง 28 มี.ค.48

กลับหน้าหลัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

หากต้องการคัดลอกบทความ กรุณาติดต่อ Ruammitra@Yahoo.com

: Webmaster :



Free web hostingWeb hosting