เมื่อเด็กหรือเยาวชนถูกดำเนินคดีอาญา
ทุกวันนี้ เราจะได้ยินข่าวคราวการกระทำผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชนมากขึ้น
แม้ว่ารัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือกระทำการใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว
จะกระทำได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่ยังมีปัญหาในวิธีการและขั้นตอนที่จะนำมาปฎิบัติต่อเด็กและเยาวชน
โดยหลักทั่วไป ในคดีอาญานั้น กฎหมายห้ามควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่าจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้หลบหนี
และห้ามควบคุมไว้นานเกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี กรณีความผิดลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ
จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การและรู้ตัวว่าเป็นใคร
อยู่ที่ไหนเท่านั้น ส่วนในความผิดอื่นหากจะควบคุมตัวนานเกินกว่าสี่สิบแปดชั่วโมง
จะต้องนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกรณีของ
"เด็กหรือเยาวชน" ซึ่งหมายความถึง
บุคคลที่มีอายุเกินเจ็ดปีบริบูรณ์แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์
การจับกุมเด็กหรือเยาวชน หากผู้ถูกจับกุมเป็นเด็กหรือเยาวชน
และในท้องที่นั้นมีศาลเยาวชนและครอบครัวเปิดทำการแล้ว พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
คือ
1.จะต้องแจ้งให้บิดามารดา ผู้ปกครอง
หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยโดยไม่ชักช้า
2.จะต้องถามปากคำเด็กหรือเยาวชนให้เสร็จภายในเวลา
24 ชั่วโมง นับแต่เด็กหรือเยาวชนมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน
การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กหรือเยาวชนนั้น จะต้องกระทำในสถานที่เหมาะสม
ต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กหรือเยาวชนร้องขอ
และพนักงานอัยการเข้าร่วมถามปากคำด้วย
3.จะต้องนำเด็กหรือเยาวชนนั้นพร้อมหนังสือแจ้งการจับกุมหรือควบคุมไปส่งยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะส่งดำเนินคดีนั้น
หากจำเป็นต้องควบคุมตัวไว้ก่อนส่งตัวไปสถานพินิจฯ
ห้ามมิให้ควบคุมไว้ปะปนกับผู้ใหญ่ หรือควบคุมไว้ในห้องขังที่จัดไว้สำหรับผู้ต้องหาที่เป็นผู้ใหญ่
การปล่อยตัวชั่วคราว ผู้อำนวยการสถานพินิจฯที่ได้รับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้แล้ว
มีหน้าที่ต้องดำเนินการดังนี้
1.ควบคุมเด็กหรือเยาวชนนั้นไว้ยังสถานพินิจ
หรือ
2.ปล่อยชั่วคราวโดยมอบตัวเด็กหรือเยาวชนให้แก่บิดามารดา
ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่โดยไม่มีประกันหรือมีประกัน
หรือมีประกันและหลักประกันก็ได้ เมื่อมีคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้อำนวยการสถานพินิจฯต้องสั่งโดยพลัน
หากเห็นไม่สมควรให้ปล่อยชั่วคราวต้องส่งคำร้องให้อธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัว
หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลพิจารณาสั่ง
ในคดีความผิดที่มีโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน
5 ปี ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ อาจให้ปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันแต่ไม่ต้องวางหลักประกันก็ได้
ส่วนกรณีอื่นผู้อำนวยการสถานพินิจฯ กำหนดหลักประกันได้ตามความเหมาะสม
หรืออาจให้มีการประกันด้วยบุคคลแทนการวางหลักทรัพย์ก็ได้
การดูแลเด็กหรือเยาวชนในสถานควบคุม
เด็กหรือเยาวชนที่ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ต้องอยู่ในสถานควบคุมของสถานพินิจฯจะได้รับการปฏิบัติดังนี้
ทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่จัดให้ ให้แพทย์ตรวจร่างกาย
และถ้าเห็นสมควรก็ให้จิตแพทย์ตรวจจิตใจด้วย ถ้าเจ็บป่วยให้ได้รับการรักษาพยาบาลในสถานพินิจฯหรือสถานพยาบาลอื่นตามสมควร
ได้รับอาหารวันละ 3 มื้อ ได้ดื่มนมวันละ 1 กล่อง ได้รับเสื้อผ้า
เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหลับนอน และเครื่องใช้จำเป็นอื่น มีสิทธิได้รับการเยี่ยมตามระเบียบที่กำหนด
มีสิทธิลาเยี่ยมบ้านเมื่ออยู่ในสถานควบคุมครบ
3 เดือนแล้ว ครั้งละไม่เกิน 14 วัน โดยผู้อำนวยการสถานพินิจฯมีอำนาจอนุญาตได้ตามความเหมาะสม
การสืบเสาะและพินิจ เมื่อสถานพินิจฯได้รับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้แล้ว
พนักงานคุมประพฤติจะทำการสืบเสาะข้อเท็จจริงเรื่องอายุ ประวัติ ความประพฤติ
สติปัญญา การศึกษา อบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และฐานะของเด็กหรือเยาวชน
และของบิดามารดา ผู้ปกครอง ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชน
รวมทั้งสาเหตุแห่งการกระทำผิดเพื่อรายงานต่อศาล ซึ่งจะต้องมีนักจิตวิทยา
นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์ ครู พ่อบ้าน ร่วมดำเนินการด้วย
กำหนดเวลาฟ้องคดี
ภายหลังส่งตัวเด็กหรือเยาวชนต่อสถานพินิจฯ แล้ว พนักงานสอบสวนต้องรีบทำการสอบสวนและส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ
เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งระยะเวลาในการฟ้องความผิดแต่ละข้อหานั้นแตกต่างกัน
ดังนี้
- ความผิดอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 6
เดือนจะต้องฟ้องภายในเวลา 30 วัน
- ความผิดอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกเกินกว่า 6
เดือน แต่ไม่เกิน 5 ปี หากฟ้องไม่ทันภายใน 30 วัน สามารถขอผัดฟ้องได้อีกครั้งละไม่เกิน
15 วัน ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ครั้ง รวมแล้วไม่เกิน 60 วัน
- ความผิดอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกเกินห้าปี
ขอผัดฟ้องได้โดยจะต้องแสดงเหตุจำเป็นและนำพยานมาเบิกความประกอบ
ศาลมีอำนาจอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้อีกครั้งละไม่เกิน 15 วัน
ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ครั้ง รวมแล้วโดยประมาณไม่เกิน 90 วัน
การให้โอกาสกลับตนเป็นคนดี
หากเป็นความผิดอันมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินห้าปี
ซึ่งมิใช่การกระทำอันมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เมื่อคำนึงถึงอายุ
ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา อบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต
นิสัย อาชีพ ฐานะ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม และพฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีแล้ว
เห็นว่าเด็กหรือเยาวชนอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้องแล้ว ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ
แจ้งความเห็นนั้นไปยังพนักงานอัยการ ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยก็ให้มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้
เมื่อเด็กหรือเยาวชนได้รับการสั่งไม่ฟ้องแล้วก็เป็นอันพ้นจากการถูกดำเนินคดี
เท่ากับยังไม่เคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิดมาก่อน ไม่มีประวัติติดตัวอันจะมีผลกระทบต่อการศึกษาเล่าเรียน
การประกอบอาชีพการงานในอนาคต
ก่อนที่จะเสนอความเห็นจะต้องนำข้อเท็จจริงจากสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องมาประมวลและวิเคราะห์
หากเด็กหรือเยาวชนนั้นไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะกระทำผิดซ้ำ สถานพินิจฯก็จะจัดให้มีการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน
ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน พนักงานคุมประพฤติ
นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ บิดามารดา หรือผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่
ผู้เสียหาย หรือบุคคลอื่น ซึ่งสมควรได้รับเชิญมาร่วมประชุม เช่น
ผู้นำชุมชน ครู หรือนายจ้าง เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับเด็กหรือเยาวชน
บิดามารดา ผู้ปกครองได้ตระหนักในปัญหาและหันมาเอาใจใส่ ชุมชนได้รับรู้และร่วมระวังมิให้เด็กหรือเยาวชนไม่ก่อเหตุร้ายอีก
การพิจารณาพิพากษา การพิจารณาพิพากษาคดีเด็กหรือเยาวชนในศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นจะต้องกระทำโดยลับ
เฉพาะบุคคลเกี่ยวข้องจึงจะมีสิทธิเข้ารับฟังการพิจารณาได้ และในการพิพากษาคดีนั้นศาลจะต้องได้รับรายงานเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนจากผู้อำนวยการสถานพินิจฯก่อน
และเมื่อศาลพิพากษาว่ากระทำผิด ศาลอาจกำหนดโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน
เช่น ว่ากล่าวตักเตือน ปรับ วางข้อกำหนด วางเงื่อนไข คุมประพฤติ
ให้ฝึกและอบรม หรือจำคุก
หลังจากพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว หากมีพฤติการณ์เปลี่ยนไป
ศาลอาจเปลี่ยนแปลงโทษหรือวิธีการที่กำหนดนั้นได้
เรียบเรียงโดย : พิทยา ลำยอง 28 มี.ค.48
กลับหน้าหลัก
|