ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์
ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ มนุษย์ได้คิดค้นนวัตรกรรมใหม่ๆ
ขึ้นมากมาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน แม้แต่ "เงินตรา"
ซึ่งนับถือกันว่าเป็นพระเจ้า ก็ยังมีการเปลี่ยนรูปลักษณ์จากกระดาษธนบัตรกลายมาเป็นการ์ดแข็งๆเพียงใบเดียวแต่ทรงคุณค่ามหาศาล
ภาษาทางการเรียกว่า "บัตรอิเล็กทรอนิกส์"
ที่ชาวบ้านเรียกว่าบัตรเครดิต ,บัตรเอทีเอ็ม ที่เราทุกคนรู้จักคุ้นเคยและกลัดกลุ้มกับมันอยู่ทุกวันนี้
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งใหม่ในสังคมที่เกิดขึ้นมานานหลายปี
แต่กฎหมายอาญายังมิได้มีการบัญญัติคำจำกัดความและลักษณะของความผิดให้ครอบคลุมชัดเจน
ดังนั้นจึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามและความผิดในกฎหมายอาญา
และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม
2547 เป็นต้นไป
"บัตรอิเล็กทรอนิกส์"
หมายความว่า เอกสารหรือวัตถุไม่ว่าจะมีรูปร่างใดที่ออกให้ผู้มีสิทธิใช้
จะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยบันทึกข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กตรอน
ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใด รวมถึงการใช้วิธีการทางแสงหรือทางแม่เหล็กให้เกิดข้อความตัวอักษร
ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตรทั้งที่สามารถมองเห็นหรือมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
และข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็คทรอนิกส์หรือเครื่องมือทางตัวเลขโดยมิได้ออกเอกสารให้
ในส่วนของความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็คทรอนิกส์
กฎหมายเขียนการกระทำที่เป็นความผิดไว้ว่า
- ผู้ใดทำบัตรอิเล็คทรอนิกส์ปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง
เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไข
ในบัตรที่แท้จริงอันน่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น
เพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อว่าเป็นบัตรอิเล็คทรอนิกส์ที่แท้จริง
ผิดฐานปลอมบัตรอิเล็คทรอนิกส์ ต้องจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี
และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท - 100,000 บาท
- ผู้ใดใช้หรือมีไว้เพื่อใช้บัตรอิเล็คทรอนิกส์โดยรู้ว่าเป็นของที่ปลอมขึ้นมา
ต้องจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 7 ปี หรือปรับ 20,000 บาท -140,000
บาท
- ผู้ใดใช้บัตรอิเล็คทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
- ผู้ใดทำหรือมีเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลง
หรือสำหรับให้ได้ข้อมูลในการปลอมแปลง ต้องจำคุกตั้งแต่
1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท - 100,000 บาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
464/2551 (เกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย ป.อ. มาตรา 91 , ป.วิ.อ.
มาตรา 212)
จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหาย
แล้วนำไปลักเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ
ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ
และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ ดังนั้น การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายกับลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้ง
จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน
แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำแต่ละครั้งดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 269/5
ประกอบมาตรา 269/7 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด และโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ
ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยรวม 14 กระทงได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย
ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
แม้บัตรอิเล็คทรอนิกส์ เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก
แต่ก็มีโทษไม่น้อยเช่นกัน หากเป็นบัตรเครดิตก็อาจทำให้ท่านเสียนิสัย
ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว หากเป็นบัตรเอทีเอ็มของเราเองก็ระวังเลขรหัสให้ดีอย่าเขียนรวมไว้ที่เดียวกับบัตร
มิเช่นนั้นท่านอาจต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าได้นะครับ ดังนั้น ท่านที่มีบัตรอิเล็คทรอนิกส์ต้องระวังกันให้ดีเวลาไปใช้บัตร
เพราะท่านอาจถูกคัดลอกข้อมูลโดยมิจฉาชีพได้ พวกนี้มีอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยมากนัก
เรียบเรียงโดย : พิทยา ลำยอง 9 ก.พ.48
|